เทคโนโลยี IoT ในทศวรรษที่ 22

เทคโนโลยี IoT ในทศวรรษที่ 22

ในศตวรรษที่ 22 เรื่องของเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไป ถ้าพูดถึง GPS เชื่อว่าใคร ๆ ก็น่าจะรู้จัก แต่ถ้าพูดถึง IoT (Internet of Things) คงต้องมีคนเกาหัวกันบ้าง โดย IoT มีมานานและหลากหลายรูปแบบ แล้ว IoT คืออะไร


ก่อนอื่นเรามาดู Hype Cycle for the Internet of Thing, 2020 ที่วิเคราะห์โดย Gartner, Inc ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ IT การเงิน  การจัดการทรัพยากรบุคคล  การให้การบริการ กฎหมาย ฯลฯ ที่มีชื่อเสียง โดยงานวิจัยนั้นจะเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้องค์สามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้กันก่อนเพื่อให้เข้าใจถึงเทรนที่กำลังมาแรงใน IoT ตอนนี้

ที่มา : Hype Cycle for the Internet of Thing, 2020 จาก : vantiq

จากการคาดการณ์โดย Gartner’s จะเห็นได้ว่าในปี 2022-2025 ช่วง Trough of Disillusionment
ทำให้เห็นถึงเทคโนโลยี IoT ที่มีความสนใจลดลงเนื่องจากการทดลองและการใช้งานไม่สำเร็จ อย่าง IoT Platform IoT Edge Architecture เป็นต้น แต่เมื่อเรามองไปที่ Slope of Enlightenment เทคโนโลยีที่เราเห็นเลยคือ IoT Integration หรือการบูรณาการเทคโนโลยี IoT เข้าด้วยกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในปี 2022 ทำให้เห็นได้ว่า เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ IoT ที่อยู่ในช่วง Trough of Disillusionment จะสามารถพัฒนาและเกิดขึ้นได้

IoT เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพาหนะ สิ่งอำนวยความสะดวก ถูกเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น Smart watch ที่ Sync ข้อมูลระหว่างนาฬิกา กับ Smartphone แต่อธิบายเพียงเท่านี้อาจจะยังมีข้อสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว IoT ทำงานยังไง โดยพื้นฐานแล้ว เทคโนโลยี IoT มีพื้นฐานของสิ่งที่ต้องใช้เหมือนกันนั้นก็คือ

  1. ฮาร์ดแวร์ อย่างเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ หรือดำเนินการกับพื้นที่นั้น
  2. การเชื่อมต่อ ฮาร์ดแวร์ต้องมีวิธีส่งข้อมูลที่เก็บรวบรวมไปยังระบบคลาวด์หรือการรับคำสั่งจากระบบ  คลาวด์ อาจจะเชื่อมด้วยเกตเวย์หรือเราเตอร์
  3. ซอฟต์แวร์ เป็นโฮสต์ในระบบคลาวด์ มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาและนำไปใช้ต่อ
  4. ผู้รับข้อมูล เพื่อให้ทั้งหมดที่ทำมา 3 ขั้นตอนเกิดประโยชน์ ผู้รับข้อมูลจะได้รับข้อมูลจากการประมวลผล

ซึ่งทุกขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีอุปกรณ์สำหรับการเชื่อมต่อสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ในปัจจุบันมีอุปกรณ์หลายอย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Beacon

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจก่อนว่า หลักการทำงานของ Beacon ทำงานยังไง Beacon ถูกออกแบบมาให้ส่งสัญญาณบลูทูธ (Bluetooth) ที่ใช้พลังงานต่ำหรือที่เรียกกันว่า Bluetooth 4.0 Low Energy ในระดับความถี่ 2.4 GHz ไปยังอุปกรณ์ของผู้รับโดยอัตโนมัติอย่างเช่น ส่งสัญญาณบลูทูธไปยังสมาร์ตโฟนของคนที่อยู่ในพื้นที่ประมาณตั้งแต่ 5-70 เมตร (แล้วแต่การเขียนระบบของผู้ผลิต)

          แล้ว Beacon กับ GPS ต่างกันอย่างไร ?

GPS นั้นจะบอกว่าคุณอยู่ตำแหน่งใดในโลก แต่ Beacon นั้นจะบอกว่าคุณอยู่ห่างจากอุปกรณ์ส่งสัญญาณไกลหรือใกล้แค่ไหน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า Beacon มักจะถูกนำมาใช้ในสถานที่ปิด เพราะจะสามารถระบุตำแหน่งได้แม่นยำกว่า

ปัจจุบันเราได้เห็นธุรกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานแบบนี้ นั่นก็คือ Amazon Go ที่นำเอาเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างมาใช้ในร้านค้า โดยเรียกว่า Just Walk Out Amazon ใช้การผสมผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์วิทัศน์ และข้อมูลที่ดึงมาจากเซ็นเซอร์หลายตัว เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับสิ่งที่พวกเขาหยิบขึ้นมาเท่านั้น อีกทั้งยังใช้กล้องเพื่อติดตามสิ่งของต่าง ๆ ที่นำมาจากชั้นวางสินค้า นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง “การจดจำใบหน้า” และข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งอาจรวมถึงรูปภาพและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้ เช่น ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน ส่วนสูง น้ำหนัก ไบโอเมตริกซ์ ตลอดจนประวัติการซื้อของผู้ใช้

โดย Amazon ได้ยื่นจด สิทธิบัตร และได้เปิดเผยเทคโนโลยีนี้ว่า ใช้ทั้งระบบเซ็นเซอร์ หรือเครื่องอ่าน RFID เพื่อระบุผู้ซื้อและสินค้า ซึ่งตัวเทคโนโลยี RFID ก็มีความคล้ายกับ Beacon แต่ต่างกันที่ RFID ใช้คลื่นความถี่วิทยุ แทนที่จะเป็นบลูทูธ

ภาพบรรยากาศในร้าน  Amazon Go  จาก Pocket-lint

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยี ที่บริษัท มาร์เก็ตเมทริกซ์ เอเชีย จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอโอที ฮับ จำกัด และ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมไทย (TiTEC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าธนบุรี โดย ดร.วรวิทย์ โกสลาทิพย์ ผู้อำนวยการ และ ผศ.ดร.ทัศวัลย์ คัมภีระพันธุ์ ที่ปรึกษาอาวุโส ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ DIPROM กรมส่งเสริมอุตสาหกรรรม (DIP)

โดยการร่วมมือครั้งนี้ ได้ตอบสนอง Lifestyle รวมถึงการใช้ชีวิตแบบ New Normal โดยได้มีการพัฒนา Beacon ให้สามารถปรับใช้ได้กับร้านค้าทั่วไปจนถึงห้างสรรพสินค้า โดยการดำเนินงานดังกล่าว จะต่อยอดไปสู่มิติใหม่ในการเดินซื้อสินค้าที่สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้คนที่เดินซื้อสินค้า ได้รับประสบการณ์ที่พึ่งพอใจมากขึ้น ต่อไปจะสามารถเห็นข้อมูลหรือโปรโมชั่นต่าง ๆ ของร้านค้าได้เพียงแค่เดินผ่านร้านนั้น จะช่วยลดความแออัดของคนในร้าน แถมยังเหมือนมีพนักงานต้อนรับคอยดูแลให้คำแนะนำคุณได้ตลอดเวลา และยังมีพนักงานค่อยเช็คจำสินค้า ความพึงพอใจ หรือแม้แต่คิดเงินให้อีกด้วย โดยไม่ต้องมีพนักงานมายืนเฝ้าให้คุณลูกค้าไม่สบายใจหรือกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวได้   

เทคโนโลยี IoT อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็ยังมีคนที่เข้าใจอยู่น้อย ถ้าคุณสนใจหรืออยากได้ Insight เพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจของคุณในแง่ของการสร้างความแตกต่าง และลดต้นทุนลง เรายินดีให้คำปรึกษาเพิ่มเติม


อ้างอิง


ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ :

Message us